พระนางมารีย์พรหมจารีสิ้นพระชนม์แล้วหรือ? (2024)

บิดาของเจ้าโกหกอยู่ห้าห่า
กระดูกของเขาทำด้วยปะการัง
นั่นคือไข่มุกที่เป็นดวงตาของเขา
ไม่มีสิ่งใดของเขาที่ทรงจางหายไป
แต่ต้องทนทุกข์กับการเปลี่ยนแปลงของทะเล
กลายเป็นสิ่งร่ำรวยและแปลกประหลาด

ฉันเพลงของแอเรียลจากพายุ,เราได้ยินมาว่าพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วของเฟอร์ดินันด์ต้องทนทุกข์ทรมานการเปลี่ยนแปลงของทะเลเป็นสิ่งที่อุดมสมบูรณ์และแปลกประหลาดนักบุญเปาโลเล่าให้เราฟังถึง "การเปลี่ยนแปลงของทะเล" ที่คล้ายกันในความรุ่งโรจน์แห่งความเป็นอมตะเมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย

ฟังนะ ฉันจะเล่าเรื่องลึกลับให้ฟัง! เราจะไม่ตายทั้งหมด แต่เราทุกคนจะเปลี่ยนไป ชั่วพริบตาเดียว ด้วยเสียงแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น และคนตายจะเป็นขึ้นมาอย่างไม่เสื่อมสลาย และเราจะถูกเปลี่ยนแปลงเพราะว่าร่างกายที่เน่าเปื่อยนี้จะต้องสวมที่ไม่เน่าเปื่อย และร่างกายที่ต้องตายนี้จะต้องสวมที่เป็นอมตะ (1 คร. 15:51-53)

นักบุญเปาโลบอกเราว่าผู้เชื่อที่ยังมีชีวิตอยู่ในการเสด็จมาครั้งที่สองจะเปลี่ยนไปในทันทีจากร่างกายที่เน่าเปื่อยทางโลกเป็นร่างกายในสวรรค์ นักบุญโธมัสกล่าวว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นผ่านการถวายเกียรติแด่จิตวิญญาณของผู้ได้รับพรของพระคริสต์ พระสิริจะไหลจากจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างกายและยกพวกเขาขึ้นสู่ร่างกายแห่งสวรรค์ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทรงประกาศในรัฐธรรมนูญอัครสาวกว่าพระเจ้าผู้อุดมสมบูรณ์ที่สุดในปี พ.ศ. 2493 พระนางมารีย์พรหมจารีได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลจนกลายเป็นสวรรค์อมตะ และได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์เมื่อบั้นปลายพระชนม์ชีพ

แม้ว่าบิดาและแพทย์ส่วนใหญ่ของศาสนจักรสอนว่ามารีย์สิ้นพระชนม์และฟื้นจากความตายก่อนจะรับขึ้นสวรรค์ แต่นักศาสนศาสตร์จำนวนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 แย้งว่ามารีย์ไม่เคยสิ้นพระชนม์แต่ถูกย้ายจากการดำรงอยู่ทางโลกสู่สวรรค์โดยไม่ได้รับความตาย[1]ในหมู่พวกเขา Charles De Koninck ท้าทาย Theodule Maré ผู้ซึ่งแนะนำว่าสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ระมัดระวังอย่างมากในการกำหนดสูตรหลักคำสอนที่จะพูดว่า "เมื่อสิ้นสุดชีวิตทางโลกของเธอ" [expleto terrestris vitae cursu] มากกว่า "เมื่อเธอสิ้นพระชนม์" เพื่อเปิดโอกาสที่แมรี่ไม่เคยเสียชีวิต[2]

คุณพ่อ Maré ปรารถนาที่จะปกป้อง Mary จากการทุจริตหรือความเสื่อมเสียแม้แต่น้อย เนื่องจากเธอไม่มีบาปเลยแม้แต่น้อย แม้แต่บาปดั้งเดิม เธอจึงไม่ได้รับโทษประหารชีวิตหรือการทุจริตเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้เขายังให้เหตุผลอีกว่าด้วยความกตัญญูแบบเดียวกันกับที่นำพระเยซูให้ป้องกันไม่ให้ร่างกายของเธอได้รับความเสื่อมทราม พระองค์ทรงป้องกันไม่ให้เธอได้รับความเสื่อมทรามแห่งความตาย การแยกวิญญาณออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง “ความตายโดยสมบูรณ์เป็นเครื่องหมายสำหรับสิ่งมีชีวิตมนุษย์ธรรมดาๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับลักษณะที่น่าอับอายและการถูกริบได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิสนธินิรมลและการคลอดบุตรอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ”[3]

แมร์เสริมในบันทึกว่า “ร่างของมาเรียลนี้คงจะตกอยู่ในสภาพของศพธรรมดาๆ ที่ถูกแยกออกจากจิตวิญญาณและบุคลิกภาพของเธอทันที”[4]คุณพ่อ มาเรชี้ไปที่ความจริงที่ว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างกาย ร่างกายจะต้องได้รับรูปแบบใหม่หรือรูปแบบใหม่น้อยลง ร่างกายของแมรี่จะไม่ใช่ของเธออีกต่อไป แต่เป็นศพหรือเนื้อเยื่อหลายหลาก นอกจากนี้ วิญญาณจะแยกออกจากร่างกายก็ต่อเมื่อร่างกายเสื่อมโทรมลงจนไม่จัดว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมนุษย์อีกต่อไป ความตายดูเหมือนจะนำมาซึ่งการทุจริตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าศพควรได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างอัศจรรย์ไม่ให้เสื่อมโทรมไปกว่านี้อีกก็ตาม

Charles De Koninck ในหนังสือเรียงความเรื่องอัสสัมชัญของเขาความกตัญญูของพระบุตรเพิ่มเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้แมรีขาดความเหมาะสม เนื่องจากเธอเป็นพระมารดาของพระเจ้าในฐานะบุคคล โดยผ่านทางร่างกายของเธอซึ่งเธอให้กำเนิดพระเยซูในครรภ์ของเธอ ความตายจะเป็นการเพิกถอนความสัมพันธ์ทางมารดานั้นในช่วงเวลาหนึ่ง เธอจะไม่ใช่พระมารดาของพระเจ้าอีกต่อไป แต่เป็นจิตวิญญาณของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระเจ้า เธอจะไม่มีความสัมพันธ์อันเป็นสุขอีกต่อไปหากเธอเลิกเป็นคน

เพื่อสนับสนุนสิ่งนี้ DeKoninck ชี้ให้เห็นว่าเมื่อนักบุญโธมัสโต้แย้งว่าความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ยังคงรวมเป็นหนึ่งกับร่างกายและจิตวิญญาณของเขาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเขา เขาได้ให้ข้อโต้แย้งว่าพระคุณของพระเจ้าไม่สามารถเพิกถอนได้ยกเว้นความผิด[5]การรวมกันแบบ hypostatic เป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมอบให้ ไม่ควรถูกกำจัดออกจากพระกายของพระคริสต์แม้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์แล้วก็ตาม ในทำนองเดียวกัน DeKoninck ให้เหตุผลว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นแม่กับพระบุตรของเธอไม่ควรถูกลบออกจากพระแม่มารี เหมือนกับว่าหากพระแม่มารีสิ้นพระชนม์ในช่วงเวลาใดๆ ก็ตาม:

สิ่งที่พระเจ้ายอมรับโดยพระคุณพระองค์จะไม่ทรงเอาออกไปเว้นแต่ความผิดบางอย่างก่อนหน้านี้ แต่พระเจ้าจะยอมให้พระมารดาของพระบุตรของพระองค์ยุติการดำรงอยู่ได้อย่างไรแม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่ว่าจะสั้นเพียงใดก็ตาม? . . พระคุณของการคลอดบุตรจะถูกเพิกถอนโดยไม่มีความผิดล่วงหน้า[6]

แต่ในขณะเดียวกัน DeKoninck ก็โต้แย้งคุณพ่อ มาเร่ว่าแมรี่ตายแล้วจริงๆ เขาจะโต้แย้งทั้งที่แมรีเสียชีวิตและเธอไม่มีการทุจริตอย่างแน่นอนและไม่เคยหยุดเป็นพระมารดาของพระเจ้าเลย? ประการแรกเขาให้เหตุผลว่าเธอเสียชีวิตด้วยการอธิบายเรื่องกระทิงอย่างระมัดระวังจากคำพูดของสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 รวมถึงจากคำพูดมากมายที่สมเด็จพระสันตะปาปาให้จากบรรพบุรุษและนักบุญ ประการที่สอง เขาให้เหตุผลว่าแม้ว่าแมรีจะเสียชีวิต ดังที่เจ้าหน้าที่ระบุชัดเจนเพียงพอในเดอะบูล แต่เธอก็ไม่ได้ตายไปสักระยะหนึ่ง ในบทความนี้ ฉันจะติดตามข้อโต้แย้งของเขาก่อน จากนั้นจึงพิจารณาปัญหาหลายประการในการแก้ปัญหานี้ เพื่อพิจารณาความหมายของการสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการสันนิษฐานของมารีย์สำหรับผู้เชื่อ

ความตายของแมรี่

ประการแรก พระองค์ทรงแย้งว่าคำพูดของสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสเองทำให้ชัดเจนว่าคำจำกัดความอาจไม่ชัดเจนนัก พระองค์ตรัสเมื่อใครก็ตามได้ยินคำว่า “ได้สิ้นชีวิตทางโลกของเธอแล้ว” ในกรณีอื่น ๆ พวกเขาจะเข้าใจว่าคำนี้หมายถึง “ตายแล้ว” เกรงว่าใครจะคิดได้ ในกรณีของแมรีมีความหมายแตกต่างออกไป บริบทของจดหมายทั้งฉบับทำให้ความหมายชัดเจน สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสในวรรค 5 ว่า “เธอไม่อยู่ภายใต้กฎแห่งการคงอยู่ในความเน่าเปื่อยของหลุมศพ และเธอไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาสิ้นสุดเพื่อไถ่ร่างกายของเธอ” เดอ โคนินก์ชี้ให้เห็นว่าเธอไม่สามารถไถ่ร่างกายของเธอได้หากไม่ได้แยกออกจากวิญญาณของเธอตั้งแต่แรก:

4. พระคริสต์ทรงเอาชนะบาปและความตายด้วยความตายของพระองค์เอง และผู้ที่บังเกิดใหม่ด้วยวิธีที่เหนือธรรมชาติโดยทางบัพติศมาได้ทรงพิชิตบาปและความตายโดยทางพระคริสต์องค์เดียวกัน ทว่าตามกฎทั่วไป พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ที่จะประทานชัยชนะเหนือความตายแก่ผู้ที่ชอบธรรมอย่างเต็มที่จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของกาลเวลา ดังนั้นร่างของแม้แต่คนชอบธรรมก็เน่าเปื่อยหลังความตาย และเฉพาะในวันสุดท้ายเท่านั้นที่พวกเขาจะรวมกัน แต่ละคนไปสู่จิตวิญญาณอันรุ่งโรจน์ของมันเอง

5. บัดนี้พระเจ้าทรงประสงค์ให้พระนางมารีย์พรหมจารีได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ทั่วไปนี้ ด้วยสิทธิพิเศษที่พิเศษสุด เธอได้เอาชนะบาปอย่างสมบูรณ์โดยปฏิสนธินิรมลของเธอ และด้วยผลที่ตามมา เธอจึงไม่อยู่ภายใต้กฎแห่งยังคงอยู่ในความเน่าเปื่อยของหลุมศพและเธอก็ไม่ต้องรอจนกว่าจะหมดเวลาเพื่อไถ่ร่างกายของเธอ

นอกจากนี้เขายังชี้ไปที่ย่อหน้าที่ 20 ใน Bull ซึ่งพูดถึงทั้งศพของ Mary และการตายของเธอ:

หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์และหมอผู้ยิ่งใหญ่ . . กล่าวถึงหลักคำสอนนี้ [อัสสัมชัญ] เป็นสิ่งที่ผู้ซื่อสัตย์ของพระคริสต์รู้และยอมรับแล้ว พวกเขานำเสนอให้ชัดเจนยิ่งขึ้น . . . เผยให้เห็นถึงความจริงที่ว่างานฉลองนี้แสดงให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไม่ใช่เพียงเท่านั้นศพ(ร่างกายที่ไร้ชีวิต) ของพระนางมารีย์พรหมจารียังคงอยู่ในสภาพไม่เน่าเปื่อย แต่เธอก็ได้รับชัยชนะความตาย(อดีตความตาย) การเชิดชูสวรรค์ของเธอตามแบบอย่างของพระบุตรองค์เดียวของเธอ[7]

หากเขากล่าวถึง “ศพ”ร่างกายที่ไร้ชีวิตและ “พ้นจากความตาย”จากความตายอย่าทำให้ชัดเจนว่าสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสทรงหมายถึงการสิ้นพระชนม์ของพระนางมารีย์ด้วยวลี “เมื่อสิ้นพระชนม์ชีพทางโลกของพระนาง” สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเสนอข้อความอ้างอิงมากมายทั้งจากพิธีสวดและพระบิดาและนักบุญที่กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์และการขึ้นสู่สวรรค์ของพระนางมารีย์ . ไม่มีที่ไหนเลยที่พระองค์ไม่ทรงห้ามคำสอนของพวกเขาเรื่องการตายของมารีย์ที่เกิดขึ้นก่อนการถวายเกียรติแด่เธอ

หลังจากการโต้เถียงว่าบริบทของกระทิงทำให้ชัดเจนว่าสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสกำลังตรัสว่าแมรีสิ้นพระชนม์ตามคำจำกัดความของเขา เดอ โคนินค์ก็ถามต่อไปว่าทำไมสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่สิบสองจึงควรใช้วลีที่ว่า “หลังจากดำเนินชีวิตทางโลกของเธอเสร็จแล้ว” ใน คำจำกัดความแทน "การตาย" เขาแนะนำว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นย้ำว่าการเสียชีวิตของเธอแตกต่าง ลึกลับ และรุ่งโรจน์เพียงใด เขาอธิบายว่าการตายของเธอแตกต่างและลึกลับเพียงใด

ความตายอันลึกลับอันเป็นเอกลักษณ์ของแมรี่

ก่อนอื่น De Koninck ให้นิยามความตายอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่นำไปสู่การแยกกายและวิญญาณ นั่นแหละที่เราเรียกว่า "ตาย" และไม่ใช่ชั่วขณะสุดท้ายที่ดวงวิญญาณยังคงรวมเป็นหนึ่งกับร่างกายเพราะไม่มีชั่วขณะสุดท้าย ในทุกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังที่อริสโตเติลและนักบุญโธมัสแย้งว่า ไม่มีชั่วขณะสุดท้ายที่รูปแบบเก่ามีอยู่ แต่จะเป็นเพียงช่วงเวลาสุดท้ายเท่านั้น มีเพียงชั่วพริบตาแรกเมื่อมีรูปแบบใหม่ปรากฏขึ้น มิฉะนั้นจะมีช่วงเวลาสองช่วงเวลาติดกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นความตายซึ่งพูดอย่างเป็นทางการที่สุดจึงเป็นช่วงเวลาแรกของการแยกวิญญาณออกจากร่าง ในคำพูดของ De Koninck เอง

สำหรับคำนาม “ความตาย” นั้นหมายถึงชั่วขณะสุดท้าย [ของการตาย] อย่างเคร่งครัดที่สุด โดยที่สิ่งมีชีวิตไม่มีอยู่ก่อนอีกต่อไป และสามารถใช้ได้ในความหมายนี้ เฉพาะชั่วขณะหนึ่งอันเป็นเอกลักษณ์นี้เท่านั้น [หรือความตาย] เท่านั้นที่จะหมายถึงทั้ง ระยะทันทีและ [ต่อไปนี้]สถานะความตายอันเป็นหลักการในขณะนั้น[8]

ประการที่สอง พระองค์ทรงนำเรื่องนี้ไปใช้กับกรณีของมารีย์ เขาบอกว่ามีช่วงเวลาสุดท้ายที่แมรียังมีชีวิตอยู่ และช่วงเวลาแรกที่วิญญาณของเธอไม่ได้แจ้งถึงร่างกายทางโลกอีกต่อไป แต่เป็นร่างกายบนสวรรค์ ชั่วขณะแรกแห่งชีวิตนิรันดร์สำหรับดวงวิญญาณของนักบุญ ตามที่เขาพูดคือสิ่งที่เราเรียกโดยทั่วไปว่าความตาย หรือพูดอย่างเป็นทางการที่สุด มันเป็นระยะของกระบวนการของการตาย ในกรณีของแมรี่เพียงลำพัง นี่เป็นครั้งแรกของเธอด้วยร่างกายการดำรงอยู่ของสวรรค์

เขาสนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขาด้วยคำพูดจากบรรพบุรุษบางคนที่พูดถึงการตายของเธอว่าเป็นทางเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ จอห์น ดามาสซีนกล่าวในเทศนาครั้งแรกเกี่ยวกับการหลับใหลของแม่พระว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเรียกการสันนิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านว่าความตายได้ แต่เรียกว่าการอยู่อาศัย การอพยพ หรือดีกว่านั้นยังคงเป็นการอพยพ เพราะในการอพยพออกจากร่างกายของคุณคุณจะอพยพไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น”[9]ในคำเทศนาครั้งที่สอง จอห์น ดามัสซีนกล่าวว่า “แล้วเจ้าได้ลิ้มรสความตายได้อย่างไร ข้าแต่ผู้ไม่มีที่ติ! ความตายจะเป็นของคุณสะพานแห่งชีวิต บันไดสู่สวรรค์ หนทางสู่นิรันดร . . สำหรับคุณแล้ว ความตายคือชีวิต เหนือกว่าสิ่งที่คุณเคยพามาที่นี่มาก[10]

นักบุญอะมาเดอุสแห่งโลซาน ซึ่งพระสันตะปาปาปิอุสได้อ้างอิงไว้ในพระคัมภีร์ด้วย ตรัสไว้ว่า “ด้วยการสิ้นพระชนม์อันรุ่งโรจน์ของเธอ เธอจึงย้ายถิ่นฐาน ถ้าใครสามารถเรียกเส้นทางสู่ความตายแห่งชีวิตได้ ยิ่งกว่านั้น กล่าวตามความจริงก็คือชีวิตนั่นเอง เพราะมันทำให้ความตายตายและช่วยชีวิตร่างกายจากความตาย” DeKoninck ไม่ยืนกรานเกี่ยวกับทฤษฎีของเขาเรื่องการตายทันทีและการฟื้นคืนชีพของแมรี่ เขาอธิบายไว้เป็นเพียงการคาดเดา แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่สามารถสรุปได้ว่ามารีย์สิ้นพระชนม์และพระคริสต์ไม่เคยยอมให้มารดาของเขาต้องทนทุกข์กับการทุจริตใดๆ เลย

ฉันลังเลที่จะคัดค้านหลักคำสอนของ De Koninck สามประการ:

1. ไม่ใช่ความตาย

สำหรับฉันดูเหมือนว่า De Koninck ต้องการกินเค้กของเขาและกินมันด้วย พระองค์ทรงต้องการให้มารีย์สิ้นพระชนม์เหมือนพระบุตรของเธอกับเรา แต่ไม่มีเวลาที่จะแยกวิญญาณและร่างกายออกจากกันความตายคือการแยกทางระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายอย่างเป็นทางการที่สุด แต่ฉันไม่ชัดเจนสำหรับฉันว่ามีการแยกจิตวิญญาณและร่างกายอย่างแท้จริงในหลักคำสอนของ De bKoninck ถ้าดวงวิญญาณแจ้งร่างที่ต้องตายก่อน แล้วทันใดนั้นก็ได้รับเกียรติและแจ้งร่างที่เป็นอมตะ เหตุใดเราจึงถูกบังคับให้กล่าวว่ามีการแยกวิญญาณออกจากร่างของมารีย์และการสลายไปสู่มวลสารสำคัญ วิญญาณเดียวกันกำลังแจ้งร่างเดียวกันก่อนและหลังการถวายเกียรติแด่ ร่างกายที่ได้รับเกียรตินั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องเดียวกันที่ได้รับการแจ้งจากจิตวิญญาณเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เป็น.การฟื้นคืนชีพของร่างกายของแมรี่ นอกจากนี้ ข้อความใน 1 โครินธ์ 15 กล่าวว่า “เราทุกคนจะไม่ตาย แต่เราทุกคนจะถูกเปลี่ยนแปลง” (1 คร 15:51) นักบุญพอลกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทันทีจากร่างกายที่เน่าเปื่อยไปสู่ร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยคือไม่ความตายแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอย่างเป็นทางการในฐานะนักปรัชญาก็ตาม

2. ลบบางสิ่งออกจากโครงร่างแม่กับลูก

เหตุผลหลักประการหนึ่งสำหรับหลักคำสอนของอัสสัมชัญคือการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดของแม่กับลูกดังที่กระทิงกล่าวว่า เธอ "แบ่งปันส่วนแบ่งของเขาเสมอ" (และส่วนร่วมของเขาตลอดมา).[11]เธอไม่ควรแยกจากพระบุตรและชะตากรรมของเขา แมรี่ก็เหมือนกับพระเยซูที่ไม่สมควรตาย เธอไม่มีมลทินตั้งแต่ปฏิสนธิ เธอไม่มีบาปเลย แต่บิดาสอนว่าเธอทำตามแบบอย่างของพระบุตรผู้ไม่มีมลทินของเธอในการสิ้นพระชนม์ ถูกวางในอุโมงค์ จากนั้นถูกฟื้นขึ้นมาและประสูติขึ้นสู่สวรรค์

ยอห์นแห่งดามัสกัสกล่าวในบทเทศน์ว่า “นางยอมมอบร่างที่ไร้มลทินของนางไปสู่ความตาย . . เนื่องจากพระเจ้าแห่งธรรมชาติเองไม่ได้ปฏิเสธการทดสอบความตาย”[12]และอีกครั้ง ในอีกข้อความหนึ่ง “เธอยอมต่อกฎที่พระบุตรของเธอกำหนดไว้ และในฐานะลูกสาวของอาดัมผู้เฒ่า เธอต้องรับการทดลองของบรรพบุรุษเนื่องจากแม้แต่ลูกชายของเธอก็ไม่ปฏิเสธ”[13]และในเพลงสรรเสริญเพื่อเป็นเกียรติแก่แมรี เขากล่าวว่า “ครั้งหนึ่งเธอคือพระเจ้าผู้ลึกลับ . . สิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้ แบ่งปันส่วนของเราอย่างเต็มใจ เธอก็ต้องแบ่งปันสุสานด้วย ซึ่งก็คือเธอที่ตั้งครรภ์เขาด้วยความบริสุทธิ์!”[14]

คำเทศนาของยอห์นแห่งเธสะโลนิกา เช่นเดียวกับเทศนาในยุคแรกๆ ส่วนใหญ่บรรยายว่ามารีย์ถูกวางไว้ในอุโมงค์และถึงกับพูดถึงเธอถูกฟื้นขึ้นมาในวันที่สามและผ้าห่อศพเพียงลำพังถูกพบในอุโมงค์:

อย่างไรก็ตาม อัครสาวกได้ยกร่างอันล้ำค่าของนางมารีย์ พระมารดาของพระผู้เป็นเจ้าและหญิงพรหมจารีผู้สง่างามที่สุดของเราขึ้น และวางไว้ในอุโมงค์ใหม่ . . พวกเขายังคงอยู่ในสถานที่นั้น . . เป็นเวลาสามวัน พอถึงวันที่สามพวกเขาก็เปิดโลงศพออกเพื่อสักการะพลับพลาอันล้ำค่าของนางผู้สมควรได้รับคำสรรเสริญ แต่กลับพบแต่อาภรณ์ฝังศพของนางเท่านั้น เพราะว่าพระคริสต์พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังจากเธอได้พาเธอไปไปยังสถานที่ซึ่งเป็นมรดกอันมีชีวิตนิรันดร์ของเธอ[15]

คำเทศนาของบิดาในยุคแรกๆ เกี่ยวกับการหลับใหลของมารีย์กล่าวถึงตำนานที่ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการตายของเธอ แต่พวกเขาทั้งหมดเห็นความหมายทางเทววิทยาในการที่เธอจะตายเหมือนพระบุตรของเธอ และถูกวางไว้ในสุสานเหมือนพระองค์เพื่อเพิ่มรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของเธอต่อพระองค์

3. งานฉลองแห่งความหวัง

เหตุผลประการหนึ่งสำหรับการเฉลิมฉลองการขึ้นสู่สวรรค์ของพระนางมารีย์ก็คือการเพิ่มความหวังในการฟื้นคืนพระชนม์และการถวายพระสิริในสวรรค์ นักบุญโธมัสกล่าวถึงเหตุผลหนึ่งที่พระคริสต์ทรงประสงค์จะเป็นฝังอยู่ก่อนที่จะฟื้นคืนพระชนม์ เราต้องเพิ่มความหวังที่จะขึ้นจากหลุมศพเหมือนอย่างพระองค์[16]แต่การฟื้นคืนพระชนม์และการขึ้นสู่สวรรค์ของมารีย์น่าจะทำให้เรามีความหวังมากขึ้นในทางหนึ่ง เนื่องจากเธอไม่ใช่บุคคลศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระคริสต์ แต่เป็นมนุษย์ล้วนๆ เช่นเดียวกับเรา ความสามัคคีของเธอกับเราทำให้เรามีความหวังที่จะฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ หากเธอไม่ตายแบบที่เราทำและนอนอยู่ในหลุมศพ การฟื้นคืนพระชนม์และการสันนิษฐานของเธอคงไม่ทำให้เรามีความหวังอันแข็งแกร่งนัก

บทสรุป

แม้จะมีการคัดค้านเหล่านี้ แต่สำหรับฉันแล้วดูเหมือนว่าคำถามเกี่ยวกับการตายของแมรีไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ชัดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่าพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ใช้วลี “เมื่อสิ้นพระชนม์ชีพทางโลกของพระนาง” แทน “ความตาย” เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รวมการสิ้นพระชนม์ของพระนางมารีย์ไว้ในคำจำกัดความ และให้บันทึกทางเทววิทยาเดียวกันเรื่องความไม่มีผิด แต่ความจริงที่ว่าเขาอ้างถึงการตายของเธอในที่อื่นในกระทิงและประเพณีที่เกือบจะเป็นเอกฉันท์ของบรรพบุรุษและแพทย์ของคริสตจักรทำให้มีอำนาจในระดับหนึ่ง โดยกำหนดให้ต้องยอมจำนนต่อจิตใจและเจตจำนงทางศาสนา

ฉันคิดว่า De Koninck โต้แย้งได้ดีว่า Mary เสียชีวิตแล้ว แต่ไม่ว่าการตายของเธอเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทันทีหรือคงอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุความแน่นอน ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม การตายของเธอคือการเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์อันรุ่งโรจน์ “ดังที่จอห์น ดามาสซีนเขียนไว้ว่า “ความตายจะเป็นสะพานสู่ชีวิต บันไดสู่สวรรค์ และเป็นทางผ่านสู่นิรันดรสำหรับคุณ”[17]เธอฟื้นคืนพระชนม์แล้วทั้งมวล เป็นมารดาของพระคริสต์และมารดาของเรา ยืนอยู่เคียงข้างพระองค์ มีชีวิตอยู่เพื่ออธิษฐานวิงวอนเพื่อเรา ราชินีเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ โปรดสวดภาวนาเพื่อเรา

[1]Lawrence Everett, C.Ss.R.T. ความตายของแมรี่และการสันนิษฐานทางร่างกาย,มาริโอวิทยา(Milwaukee, 1957) หมายถึงนักศาสนศาสตร์จำนวนหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งนี้ ได้แก่: Gallus,สู่ความเป็นอมตะ B.M.Virgin, Marianum เล่ม 12 (1950), 26-534กาเบรียล เอ็ม.Roschini ปัญหาการสิ้นพระชนม์ของพระนางมารีย์พรหมจารีหลังรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับ “Munificentissimus Deus” ใน Marianum เล่ม 13, 1951

[2]ธีโอดูล ไทด์,อะไรคือจุดจบทางโลกของพระมารดาผู้ไม่มีที่ติของพระเจ้า, แม่พระแห่งแหลม, สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งแหลม, P.Q.,กรกฎาคม 1952 หน้า 3-9 และ 27 อ้างใน Charles De Koninck,ความกตัญญูของพระบุตรแปลโดยราล์ฟ แมคอิเนอร์นี หมุนเวียนเป็นการส่วนตัว,109. ความกตัญญูของพระบุตร: ศึกษาเรื่องอัสสัมชัญ(ควิเบก: Les Presses Universitaires Laval, 1954)

[3] ศิลปะ. อ้าง หน้า 6, อ้างถึงในความกตัญญู, 109.

[4] ศิลปะ. อ้างพี 8, อ้างถึงในความกตัญญู, 109.

[5]เซนต์ III ไตรมาสที่ 5 ก.2. ค.

[6] ความกตัญญูต่อพระบุตร204.

[7]พญ. วรรค 20 และความกตัญญู 84.

[8] ความกตัญญู174.

[9]อ้างถึงในความกตัญญู216.

[10]จอห์น ดามาสซีน คำเทศนาที่ 2 ตามที่อ้างไว้ในความกตัญญู218.

[11] พระเจ้าผู้อุดมสมบูรณ์ที่สุด38.

[12] เรื่องการหลับใหลของมารีย์; เทศน์ Patristic ต้น, แปลโดย

ไบรอัน เดลีย์, 194.

[13]นอน 206.

[14]นอน 242.

[15]หอพัก, 67.

[16]S.T.III.1.ค

[17]จอห์น ดามาสซีน คำเทศนาที่ 2 ตามที่อ้างไว้ในความกตัญญู218.

ภาพเด่น: Nicholas Poussin, The Assumption of the Virgin, 1630: ที่มา: Wikimedia Commons, PD-Old-100

พระนางมารีย์พรหมจารีสิ้นพระชนม์แล้วหรือ? (2024)

References

Top Articles
Latest Posts
Article information

Author: Ray Christiansen

Last Updated:

Views: 6025

Rating: 4.9 / 5 (69 voted)

Reviews: 92% of readers found this page helpful

Author information

Name: Ray Christiansen

Birthday: 1998-05-04

Address: Apt. 814 34339 Sauer Islands, Hirtheville, GA 02446-8771

Phone: +337636892828

Job: Lead Hospitality Designer

Hobby: Urban exploration, Tai chi, Lockpicking, Fashion, Gunsmithing, Pottery, Geocaching

Introduction: My name is Ray Christiansen, I am a fair, good, cute, gentle, vast, glamorous, excited person who loves writing and wants to share my knowledge and understanding with you.